Skip to main content

คนสร้าง Claude Code เขาใช้ Claude Code ยังไง (ภาค 2)

·2 mins

ผ่านปีใหม่มาได้ไม่กี่วัน ผมเองก็เพิ่งฟื้นมาไถฟีดแล้วไปเจอคุณ Boris Cherny (ผู้สร้าง Claude Code) แกมาโพสต์ post แจกความสดใจบน X ว่า

อยากจะแชร์ setup ของเค้าเองว่าเขาใช้ Claude Code ยังไงบ้าง

ทางนี้ก็รีบอ่าน ก็เห็นว่ามีรายละเอียดหลายอย่างที่แกไม่เคยเล่า(จากโพสต์ก่อนหน้า) ผมเลยสรุปออกมาตาม thread ที่แกอุตส่าห์เขียนไว้ให้ 13 ข้อตามนี้

  1. เปิด Claude Code 5 ตัวขนานกันใน terminal แล้วแบางเป็น 5 taps แล้วใช้ hook ตั้งค่าให้ notify เวลาที่ tab ไหนต้องการ input

  2. นอกจากเปิดใน terminal แล้วก็ยังมาเปิดหลายๆตัวขนานในกัน web อีก โดยใช้คำสั่ง teleport ให้มาที่ terminal ด้วย

  3. ใช้ Opus 4.5 Thinking กับตลอดเวลา ถึงมันจะช้ากว่า Sonnet แต่มันทำงานได้แม่นยำและผิดพลาดน้อยกว่า โดยรวมสุดท้ายมันก็เร็วกว่า model เล็กๆอยู่ดี (เชื่อผมเถอะ ไม่ใช่ Max $200 อย่าหาทำตาม)

  4. ใช้ CLAUDE . md ร่วมกันทั้งทีมใน project อะไรที่ model มันพลาดบ่อยๆ ก็ไป update เรื่อยๆ

  5. ตอน code review เขาจะ tag @claude มาให้รับทราบ comment ใน PR ด้วยเพื่อเอาไป update CLAUDE . md เหมือนกัน เรียนรู้กันไปทั้งคนทั้ง ai

  6. เริ่มงานด้วย Plan mode เสมอ แล้วก็แก้แผนจนสาแก่ใจ ถึงยอมเปลี่ยนไป auto-accept edits mode

  7. ใช้ slash command กับงานที่ต้องทำบ่อยๆใน workflow เช่น /commit-push-pr แทนที่จะเขียน prompt ใหม่ทุกครั้งก็ทำ command ไว้ใช้เลยไวกว่า

  8. ใช้ subagents ตลอด ไม่ว่าจะ simplify code หลังจากมันทำงานได้แล้ว อันนี้ก็คล้ายๆ slash command ก็คืออะไรที่อยู่ใน workflow ที่มันมีขั้นตอนซับซ้อนของเราเอง ก็สร้างมาเถอะ ลดคน ลดงานซ้ำๆ

  9. ใช้ PostToolUse hook เพื่อเอามา format code จะได้ไม่มีปัญหากับพวก linter ตอน CI

  10. เขาไม่ใช้ —dangerously-skip-permissions เลย แต่ใช้ /permissions เพื่อกำหนดไปก่อนเลยว่าจะอนุญาตอะไรให้ agent บ้าง ให้อยู่ในโอวาสย่อมดีกว่า

  11. ใช้ tool ที่เขามีผ่าน MCP ไม่ว่าจะเป็น post Slack หรือ run BigQuery หรือหา error log จาก Sentry อันนี้แปลกใจ ทำไมไม่ใช้ skills

  12. Task ที่ทำงานยาวๆ เขาจะทำอยู่ 3 แบบ a. Prompt บอกให้ใช้ background agent ตรวจงานตอนจบเอง b. ใช้ agent ผ่าน Stop Hook เพื่อกันหลุด c. ใช้ ralph-wiggum plugin เพราะมันก็ทำเหมือน 2 ข้อข้่างบนนั่นแหละ(แอบไปอ่านมาแล้ว)

  13. เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี เราต้องบอกวิธี verify งานให้ Claude Code เสมอ เพราะ agent จะได้ตรวจสอบงานเองก่อนที่จะมาถึงมือเรา

สรุปแบบ พรศ #

หลักๆเลยก็คือ Cherny เขารู้ว่างานเขามีอะไรต้องทำบ้างจนมองเห็น pattern ซ้ำๆที่เกิดขึ้นในงานทุกวัน

ทั้ง Slash command กับ subagents ของเขาไม่ได้เอาไว้ทำงานใหม่ๆ แต่มันคือการทำงานเดิมๆที่ต้องทำเพื่อให้ได้คุณภาพที่ต้องการ (ตามข้อตกลงของทีม)

เขาควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไม่ได้ปล่อย AI ทำงานเหมือนรอปั่น slot machine เราจะเห็นว่าเขา

  • ใช้ Plan mode ก่อนเสมอ แผนดี งานก็ออกมาดี
  • ไม่ใช้ —dangerously-skip-permissions แต่เลือกที่จะกำหนดการเข้าถึงเครื่องมือเอง
  • กำหนดผลลัพธ์และวิธีตรวจสอบก่อนเสมอ แล้วปล่อยให้ AI ทำไปจนกว่าจะถูกทั้งหมดเอง

จริงๆมันก็เรียบง่ายสำหรับ developer ที่มีประสบการณ์ เพราะคนพวกนี้มักจะมี workflow การทำงานของตัวเองอยู่แล้ว แค่ตอนนี้มี AI เข้ามาช่วยเป็นลูกมืออีกที

แล้วทุกคนคิดว่ายังไงครับ ผมว่าวิธีการพัฒนา software ถัดไปจากนี้คงเปลี่ยนไปแน่ๆ แต่ “การแก้ปัญหา” และ “การส่งมอบงานที่มีคุณภาพ” มันก็ยังเป็นหน้าที่ “มนุษย์” แบบเราๆนี่แหละครับ